People are awesome!!

posted on 25 Jan 2013 23:56 by raindrophill
 

You are so beautiful...

posted on 23 Dec 2012 02:07 by raindrophill in LifeInCMinor
 
เทียนหอม จาก แว็คซ์ถั่วเหลือง 
 
-----
หน้าเทศกาล คริสมาสต์ปีใหม่ ใกล้มาถึงแล้วนะค่ะ มีโครงการอะไรกันบ้างเอ่ย
ทุกปี เรา จะทำของขวัญ ให้กับ ญาติพี่น้อง และ เพื่อนๆ ทีสนิท
ปีที่แล้ว คุณแป้นทำสบู่ กะ เกลือหอมสปา แช่น้ำอาบ bath salt
ปีนี้ ก็จะเป็นเทียนหอมสมุนไพร ดอกไม้แห้ง ซึ่งง่ายมากกกกค่ะ 
---
ทำด้วยใจรัก ทำด้วยความใส่ใจ ให้คนที่เรารักและทะนุทะนอม กันนะค่ะ Cool
 
---
อุปกรณ์ ส่วนผสม
 
1. 
       เกล็ดแว๊คซ์ถั่วเหลือง Soy wax หรือ ใช้เกล็ดแว๊คซ์ที่ทำเทียนธรรมดาก็ได้ หรือ เป็นเทียนที่เป็นแท่งแล้วก็ได้นำมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็ก เพื่อช่วยให้ละลายได้ง่าย แต่ต้องเป็นเทียนที่ไม่มีกลิ่นและสีนะค่ะ เราชอบใช้แว๊คซ์เทียนน้ำมันถั่วเหลือง เพราะไม่มีควันไฟเยอะ ไฟอ่อนไม่แรงทำให้อายุการจุดได้นานกว่า 
 
2.
 
น้ำมันกลิ่นหอมระเหย (Fragant oil) หรือ กลิ่นต่างๆ ที่เป็นแอลกอฮอร์ (extract) , ดอกไม้ตากแห้ง หรือ เครื่องเทศแห้ง หรือ สมุนไพรแห้ง ที่มีกลิ่นตามชอบ
 
3.
 
   ขวดแก้ว หรือ ถ้วยแก้ว และ ไส้เทียนพร้อมฐาน
 
------------------
ขั้นตอน การทำ
 
1.  
    ละเลายเทียนในโถแก้ว หรือ หม้อเก่าๆ หรือ ชามแก้วเก่าที่เราไม่นำมาใส่อาหาร โดยเฉพาะถ้าใช้เกล็ดเทียนธรรมดา ไม่ใช่จากเทียนน้ำมันถั่วเหลือง  วางบนหม้ออีกใบเพื่อไม่ให้โดนความร้อนจากไฟเตาโดยตรงซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้น้ำเทียนไหม้ได้
 
2.  
    เทียนที่ละลายเป็นน้ำเทียนแล้ว
 
3. 
   นำแก้วที่จะใช้บรรจุเทียน วางก้นด้วยดอกไม้แห้ง สมุนไพรมีกลิ่น แล้วหยดน้ำมันหอมระเหย หรือ กลิ่นต่างๆ ตามใจเลือก ลงไป สัก 10-15 หยด หรือมากกว่านั้น ก็ตามแต่ใจชอบ ที่เห็นในภาพเป็นดอกลาเวนเดอร์แห้ง กะ กลิ่นลาเวนเดอร์
 
4.
  จุ่มฐานก้านเทียนลงในน้ำเทียนเพื่อให้ติดกับก้นแก้วได้ดี เวลาใส่น้ำเทียนจะได้ไม่ล้ม 
 
5. 
    ใส่น้ำเทียนลงไปสัก 1 ใน 4 
 
6. 
  รอให้น้ำเทียนแข็งตัว
 
7. 
  ทำซ้ำกันเป็นชั้นๆ ไป มากน้อยชั้นแล้วแต่ ความชอบ เราทำเป็นชั้นเพราะว่า ไม่งั้น ดอกไม้แห้งก็จะลอยขึ้นมาแต่บนหน้าเทียน ดูแล้วไม่มีลวดลายอะไร ตลอดตัวเทียนนะ แบบนี้ดูดีกว่า ในความคิดเรา
 
 
อันนี้เป็นเทียนหอมกลิ่น elderberry เอลเดอร์แบรี่ ...เราใส่ดอกกระเจี๊ยบป่นหยาบลงไปที่ก้นถ้วยเพื่อลวดลายและสีสัน...ส่วนชั้นสุดท้าย ก็ใส่ดอกกุหลาบแห้งเพื่อความสวยงาม
 
 
 
สีชมพูที่เห็น เกิดจากเกล็ดดอกกระเจี๊ยบ ที่ค่อยๆ ตกสี หลังจากทิ้งไว้ ข้ามคืน ก็สวยไปอีกแบบนะค่ะ 
 
-----
 
 
ของขวัญวันปีใหม่ ที่เราทำเองด้วยความตั้งใจ
มีความหมายลึกซึ้งมากจริงๆ นะค่ะ
 
---Merry Xmas...and Happy New Year 2013----Wink
 
 
 
 

จากตอนที่แล้ว ที่ว่า คุณแป้น พยายามมีลูกมาหลายเดือนก็ไม่มีสักที ทั้งที่เชื่อมั่งไม่เชื่อมั่งในเรื่องบนบานศาลกล่าวต่อสิงศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังจุดธูปขอลูกจากเสด็จกรมหลวงชุมพร หรือ เสด็จพ่อ ที่เราและครอบครัวเคารพนับถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นปูรุ่นย่า ประมาณว่า ลองให้หมดทุกวิถีทาง ทำนองนั้น

เดือนต่อมา เราก็ตั้งท้อง  เป็นที่ฮือฮาในหมู่เพื่อนพ้อง และ ครอบครัว คุณแม่ของเราซึ่งเชื่อในเรื่องบนบาน มาก เชื่อเต็มหัวใจว่า เสด็จพ่อให้ลูก มาแน่นอน..  คุณแป้นก็ได้แต่หัวเราะแบบไม่ขัด ในใจว่า ใครให้มา หรือ เราได้เอง จะยังไงก็ตามเราท้อง แค่นั้นก็พอใจแล้ว

ตัวเราน่ะ ก็ยังเชื่อในทางว่า เป็นจังหวะจะพร้องต้องกัน ละมากกว่า  แต่ก็กึ่งมหัศจรรย์ใจไปกับเหตุการณ์ว่า อะไรจะช่างบังเอิญอย่างนี้

หลังจากไปตรวจให้แน่ใจที่คลีนิค ก้อเริ่มเตรียมตัวเตรียมใจ กับการตั้งครรภ์ เวลาผ่านไปได้สัก 3-4 อาทิตย์ คุณแป้นเริ่มตกเลือดเล็กน้อย ปรึกษาคุณหมอ เธอก็บอกว่า ไม่ต้องกังวล เป็นเรื่องธรรมดาในผู้หญิงหลายคนที่พึ่งตั้งครรภ์ว่า จะมีเลือดออกบ้าง เพราะ มดลูกกำลังปรับตัว ตัวไข่ก็กำลังพยายามที่จะเกาะผนังมดลูก ร่างกายก็จะกำจัด เลือดตกค้างตามผิวผนังมดลูก จากการมีประจำเดือนของเดือนก่อนๆ ( อืมม คุณแป้นอธิบาย มากไปปะเนี่ย ผู้อ่านหนุ่มๆ ทั้งหลายค่ะ)

ฟังคุณหมออธิบาย ก็น่าจะโล่งอก แต่ตัวเรากลับยังกังวล เพราะ ถามคนรอบตัว เค้าก็ไม่มีอาการกัน

จนกระทั่งกลางดึกของคืนวันนึง คุณแป้นปวดท้องมาก เข้าห้องน้ำ ก็พบว่า ตกเลือดเยอะ พร้อมทั้งมีก้อนเลือดติดออกมาด้วย (โห้ อันนี้เรท อาร์ เลยนะ)

ตกใจตระโกนเรียกคุณเจ หน้าซีดปากสั่น ทั้งสองคน ใจคุณแป้นนั้น ไม่ดีแล้ว ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ความคิดแรกแว้บขึ้นมา ก็คือ แท้ง แท้งแล้วเรา...

โทรหาหมอประจำตัวเรา ในวันรุ่งขึ้น ผ่านการเจาะเลือด ทุกๆ 2 วัน รวมเป็นสามครั้ง เพื่อดูค่าฮอร์โมนว่า ขึ้นเป็นปกติหรือไม่ ด้วยว่า คุณแป้นยังท้องอ่อนมาก การตรวจด้วยอุลตร้าซาวน์เพื่อดูรูปนั้นทำไม่ได้ เพราะ ยังเล็กมากเกินกว่าที่อุลตร้าซาวน์จะจับภาพได้ ตามปกติเมื่อผู้หญิงเราตั้งครรภ์ค่าฮอร์โมนจะขึ้นสูงขึ้น เรียกว่า เท่าตัว ทุกๆ 2-3 วัน.  ไม่รู้ด้วยว่าเหตุผลใด ร่างการของเราไม่ผลิตฮอร์โมน ในระดับที่ควรเป็น ค่าฮอร์โมนก็ยังขึ้นอยู่แต่ว่าขึ้นน้อยลงทุกครั้งๆ ที่ตรวจเลือด

วันนึงได้รับโทรศัพท์จากหมอ บอกว่า ทำใจด้วยนะค่ะ ดูจากผลค่าฮอร์โมนแล้วเนี่ย คุณแท้งลูกค่ะ  ...บลา บลา บลา...คุณหมอพูดอะไรต่อจากนั้น คุณแป้นจำไม่ได้ ไม่สนใจ รู้แต่ว่า หมอสรุปว่า คุณแป้นแท้งลูก....คำปลอบประโลมใจ หรือ คำอธิบายอะไรๆ ก้อไม่มีความหมายอันใดในใจเราทั้งสิ้น

ประหนึ่งว่า เราฝันไปว่า..เราท้อง.. แล้วเราก็แท้ง ...บอกตัวเองว่า ตื่นได้แล้วมันเป็นแค่ความฝัน

เพียงแต่ว่าเราไม่ตื่นสักที..

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแต่ผ่านมาแล้วผ่านไป แล้วก็จางหายไปจากความทรงจำ

เป็นสิ่งที่ผ่านมา ผ่านไป แต่ช่างเหลือไว้มากมายในความทรงจำ และรอยแผลในใจไปตราบเท่าลมหายใจที่เรามีอยู่

คุณแป้นจำได้ว่า ในช่วงเวลาที่รอผลสรุปจากคุณหมออยู่นั้น บ่ายวันนึง เรานอนพักอยู่ที่โซฟาในห้องรับ แขก มองรูปเสด็จกรมหลวงชุมพร แล้วก็คิดในใจว่า เราบนขอท่านอีกทีดีมั้ยว่า ให้ลูกเราปลอดภัย  แต่อีกใจก็แย้งว่า ถ้าท่านให้ลูกเรามาจริง แล้วเรารักษาเค้าไม่ได้ มันก็เป็นบุญเป็นกรรมทำมากันแค่นี้ละกัน จะไปรบกวนท่านทำไมอีก  ด้วยความคิดมากมายหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็คิดขึ้นมาอีกว่า ถ้าท่านให้มาจริง ถ้าเราไม่มีบุญรักษาเค้าได้ แล้วท่านจะให้เรามาทำไม  ความขัดแย้งมากมายเกิดขึ้นในสมองเราตอนนั้น  อีกความคิดนึง ก็ติงตัวเองว่าเรานี่ช่างคิดอะไร ไม่ดูเหตุดูผล  จริงๆแล้ว ก็อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกะเสด็จท่านเลยก็ได้ จังหวะเราจะท้อง เราก็ท้อง  ร่างกายเราอายุมากแล้ว มดลูกไม่แข็งแรงลูกไม่ติด ก็เป็นเรื่องของชีวภาพ กายภาพ ก็เท่านั้นเอง

เมื่อหมอสรุปผลมาให้ว่า คุณแป้นแท้งลูก เป็นจังหวะก่อนที่เราจะเดินทางกลับมาเยี่ยมเมืองไทย เราก็กังวลว่า เราควรจะจัดการร่างกายเราให้พร้อมกับการเดินทาง เพราะ ผุ้หญิ่งเราเมื่อแท้งลูก ตามปกติ ร่างกายจะขับเลือดที่เหลือออกมาเป็นตามธรรมชาติ ช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกคน เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันเลือดตกข้างใน หมอทั่วไปจะแนะนำให้ ขูดมดลูก หรือ กินยาขับเลือดที่เหลือออกมา

คุณแป้นในช่วงนั้น ไม่อยากที่จะพูดคุยอะไรกับทางคลีนิค ก็ให้คุณเจ จัดการไป แต่ทางคุณหมอก็แนะนำว่า ถ้าเราอยากจะขูดหมอลูก ก็ต้องไปคุยกับ หมอสูติพิเศษที่ทำการผ่าตัดด้วย เพราะหมอสูติธรรมดาจะไม่ทำอะไรที่เกี่ยวกับการผ่าตัด 

คุณหมอที่คุณแป้นไปพบนั้น คือ คุณหมอ เอมิลี่ ซึ่งต่อมาได้เป็นหมอสูติประจำตัวคนใหม่ ก็เราไป

ครั้งแรกที่เราสองคนไปเจอ คุณหมอนั้น คุณแป้นถูกชะตามาก ประทับใจในตัวเธอที่สุด ก็ตัดสินใจไปว่า จะขูดมดลูกละกัน เพราะว่าอยากจะให้เสร็จเรื่องกันไป ก่อนไปเมืองไทย ไอ้การกินยาขับนั้น ออกจะเป็นขบวนการที่ เราต้องเห็นเลือดออกมาจากร่างกายเราอีก เหมือนย้ำเตือนคืนนั้นที่เราตกเลือด มันมากเกินไป

เรานัดขูดมดลูกวันพุธในอาทิตย์ต่อมา 

แล้วเราก็นึกขึ้นได้ว่า เรามีนัดทำอุลตร้าซาวน์ไว้ตั้งนานแล้ว ซึ่งเป็นวันจันทร์ ก่อนวันที่เรานัดขูดมดลูก เราส่งอีเมลล์ถามหมอประจำตัวซึ่งเป็นหมอสุติให้เราด้วย (คนเก่า) ว่า หมอคิดว่าเราควรจะ ไปทำอุลตร้าซาวน์ตามที่นัดไว้นานแล้วดีมั้ยถึงแม้ว่า เราจะแท้งก็ตาม

หมอเก่าเราก็ว่า ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ใดที่เราต้องทำ ... คือข้อความอีเมลล์ที่เธอส่งกลับมาวันศุกร์ ของอาทิตย์นั้น (อืมม...ถ้าคุณแป้น ฟ้องร้องนะ อาจได้ค่าเสียหายมาส่งลูกเข้ามหาลัยได้...อย่าเลย บาปกรรมติดตามกันไปอีก)

ด้วยความที่ว่า จิตใจเรานั้น อยู่กับความเศร้าโศกเสียใจ การโทรไปยกเลิกอุลตร้าซาวน์ ก็ถูกลืม

เช้าวันจันทร์ คุณแป้นตื่นขึ้นมา นึกอะไรไม่รู้ในใจ บอกคุณเจ ไปว่า ไหนๆ เราก้อนัดอุลตร้าซาวน์ไว้แล้ว ก็ไปดูละกันเผื่อเราจะได้ว่าสภาพมดลูกเราหลังแท้งเนี่ย โอเคมั้ย  คุณเจใจจริงนะก็ไม่อยากให้ยกเลิกอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะ คุณแป้นผ่านการเจาะเลือด ตรวจโน้นนี่มาเยอะเหลือเกิน ก็ไม่อยากให้เราต้องผ่านอะไรทำนองนี้อีก

ในห้องตรวจอุลตร้าซาวน์ ภาพแรกที่ขึ้น ก็คือ ภาพของรังไข่ (Egg Sac) พร้อมกับกับรูปเหมือน เม็ดถั่ว อยู่ข้างใน  แว้ปมาในใจก็คือ เอนั่นอะไรอะ เอหรือ เรามีเนื้องอก  สิ่งแรกที่ช่างเทคนิคเชี่ยนพูดก็คือ นี่ไง ตัวเอมบริโอ (เด็ก) อยู่ในรังไข่  ..คุณไม่แท้ง.... 

ไม่แท้งงง....ไม่แท้งงง....ไม่แท้งงง

อะไรกันนี่ เรายังไม่ตื่นจากความฝันอีกเหรอ ...ท้อง...แท้ง...ไม่แท้ง...อารมณ์เรานั้น ช่างปั่นป่วน แล้ว สมองไม่สามารถคิดตามทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ความเย็นวูบ แล่นไปทั่วร่างกาย ในสมองเราคิดขึ้น ถ้าเราไม่มาอุลตร้าซาวน์วันนี้ ...แล้วเราไปขูดมดลูก หรือ กินยาขับเลือด... เราก็เหมือนทำแท้งไปโดยที่เราไม่รู้ตัว.. 

ประหนึ่งเหมือนว่า เราถึงทางสองแพร่ง ถ้าเราเลือกทางซ้ายเราก็จะเสียสิ่งที่เรารักที่สุดไป ถ้าเราเลือกทางขวา เราก็จะไม่เสียเค้าไป ... อะไรคือ แรงบันดาลใจให้เรา เลือกเส้นทางซ้าย หรือ ขวา ... เป็นความบังเอิญ ความโชคดี กระนั้นหรือ... หรือ พระท่าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจให้เราเลือก

สิ่งเหล่านี้ ใครพิสูจณ์ได้ ใครให้คำตอบ และเหตุผลได้ วิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ให้กับสิ่งที่เหนือคำอธิบายได้มั้ย

ความเชื่ออยู่ที่แต่ละบุคคล แล้วแต่จะพิจารณา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับคุณแป้น ไม่ได้ทำให้เราเลิก วิถีทาง การมองเหตุและผล ทางวิทยาศาสคร์ แต่ทำให้เรา ได้เชื่อมั่นในเรื่อง บูญกรรม ทำมา และ พระคุ้มครอง มากขึ้น อย่างคุณเจ ทุกครั้งที่เรา ถวายดอกไม้ เสด็จในกรม ท่าน หรือ จุดธูปบูชา เธอก็ร่วมถวายความเคารพด้วยทุกครั้ง เราเคยถามเล่นๆ ว่า ขอพรท่านบ้างหรือเปล่า คุณเจ ก็ยิ้มๆ และ ก็บอกว่า ขอ แต่เป็นภาษาอังกฤษ  คุณแป้น ก็ตอบไปว่า ไม่มีปัญหา ท่านไปเรียนทหารเรื่อที่อังกฤษ ท่านพูดอังกฤษได้...Cool

....

“Coincidence is God's way of remaining anonymous.” 
― Albert EinsteinThe World as I See It

 

คุณแป้น หายไปนาน น๊าน นาน เลยเนอะ

แต่ก็แวะมาเม้นท์เพื่อนชาวบล๊อคอยู่บ้างค่ะ คุณรุจ แวะมากัด หลังจากที่เราว่างเว้นไปนานว่า นอกจากเราไปเม้นท์อัพเก่าเธอได้ล่าช้าแล้ว ยังไม่มาอัพบล๊อกตัวเองอีก ฮ่าๆๆๆๆ  รู้สึกผิด (นิดนึง) จัง

ที่หายไปนั้น ไม่ได้ไปไหน ก็วนเวียนเวียนว่าย วุ่นวายกะชีวิตครอบครัว และ เรื่องส่วนตัว ตามประสา มนุษยชน คนเดินดิน กินก๋วยเตี๋ยว ทั่วไปนั้นแหละค่า

อ้อ แล้ว คุณแป้น ก็หายหัวไป ท้อง ด้วยค่ะ 555 ยังท้องอยู่ แต่ก็แวะมาอัพบล๊อคซาหน่อย กลัวโดน คุณรุจ กัดอีกรอบ หุหุหุ

ไหนๆ ก็เริ่มด้วยการเล่าเรื่องส่วนตัวของเราแล้ว ก็เล่าต่ออีกหน่อยนะ

วันนี้อยากจะเล่าเรื่อง ให้เอาไปคิดกันหน่อยนะ

ระหว่าง ความเชื่อ ความศรัทธา กับ ความจริง ทางวิทยาศาสตร์เนี่ย ใครเชื่อมากน้อย ข้างไหน มากกว่า

ตัวเราเนี่ย เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องงมงายปฏิหารณ์ เหมือนคนรอบข้างนัก แต่ไม่ลบหลู่นะค่ะ

อย่างคุณแม่ของคุณแป้นเนี่ยเชื่อมาก เรื่องบน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เธอจะบนหมด น้องชายคนเล็ก นี่ก็เชื่อถึงในขั้น ตัดสินใจเรื่องสำคัญต่างๆในชีวิต ตามคำหมอดู ซึ่งเธอว่า แม๋น แม่น มากกกก  เคืองกันก็หลายครั้งเพราะ บางครั้ง เราว่า มันมากไป คันปาก ต้องพูด ต้องติง ก็เลย ต้องเคืองๆกันไป จนเราบอกตัวเองว่า หุบปากไว้ ถ้าจะดี นะแป้นเอ้ยยยย...

ในชีวิตนี้ ไม่เคยได้บนเจ้า บนเทพ บนเจ้าพ่อ หลวงพ่อ หลวงปู่ที่ไหน เราเชื่อในบุญกุศลที่เราทำมา และ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำมาหากิน สิ่งดีๆ เราก็จะได้มาเอง ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง อำนาจสิ่งศักสิทธิ์นั้น ให้แรงบันดาลใจเราให้เข้มแข็ง และ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเท่านั้น นั่นคือ ความเชื่อของเรา

เมื่อต้นปีนี้ หลังจากพยายามจะมีลูก มาได้หลายเดือนอยู่ ก็ไม่มีเสียที หรื่อเราไม่ได้ พยายามมากมาย อย่างคนที่เค้าอยากมีจริงๆ ก็ไม่รู้ หรือว่า เราคิดว่า มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ก็ไม่รู้ สรุปก้อ คือ ม่ายมี สักที

ก็เลยนึกขึ้น นะว่า เอ..เราขอลูก กะสิ่งศักดิ์สิทธิ มั่งดีมั้ย ฝรั่งเค้ามีสำนวนว่า Leave no rock unturned… ต้องลองทุกวิถีทาง ก่อนที่จะยอมแพ้ แปลออกมาก็ประมาณนี้นะค่ะ

สิ่งศักดิ์สิทธิที่คุณแป้น และ ครอบครัวที่เมืองไทย เคารพกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ก็คือ สมเด็จกรมหลวงชุมพร หรือ สมเด็จเตี๋ย หรือ เสด็จพ่อ

วันนึงอากาศดีฟ้าแจ่มใสที่นี่ เราก็นำพระรูปท่านไว้ที่กลางแจ้งและจุดธูป เก้าดอก ขอท่านว่า ตามนี้เลย เสด็จพ่อ ลูกพยายามจะมีลูกมาก็หลายเดือนแล้ว ก็ไม่มีเสียที ถ้าเสด็จพ่อเห็นว่าลูกนี้มีกุศลผลบุญพอ ที่จะได้เป็นแม่คน ขอความกรุณาเมตตา ส่งคนดีมีบุญมาให้ลูกเลี้ยงสักคน ลูกจะเลี้ยงเค้าให้ดีที่สุด ให้เป็นคนดี ทำประโยชน์ให้สังคม และมนุษยชาติในภายภาคหน้า...แล้วก็ปักธูป

ในใจคุณแป้น นะ ก็แบบ เอ จะได้จริงหรือเปล่าน้า ...ขณะเดียวกัน ก็บอกกะตัวเองแล้วว่า อะ นี่ก็เป็นหนทางสุดท้ายละนะ ลองให้หมด ก็จะได้รู้ว่าเรา พยายามที่สุดแล้ว

เวลาผ่านไปเดือนนึง .... เช็คด้วย Home use pregnancy test ก็ว่าเรา ท้อง ... ยังไม่เชื่อค่ะ รอ อีกวัน เข็คอีก ก็ว่า ท้อง...ยัง ไม่แน่ใจ รออีกวัน ก็ว่าท้องแน่...Third time is a charm….3 ครั้ง คอนเฟริม แน่นอน....

เล่าให้คุณแม่ฟัง แม่ก็ว่า เสด็จพ่อให้ลูกแน่ๆ... แต่ในใจคุณแป้นนะ ก็ยังว่า อืมม มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า เพราะ ว่าจังหวะ อาจจะเป็นได้ว่า ตรงกัน จังหวะเหมาะ พอดี ก็เลยท้อง....คุณแป้นก็ยังไม่เขื่อเต็มหัวใจน่ะค่ะ เรื่องปฏิหารณ์ มหัศจรรย์ทั้งหลายเนี่ย จนกระทั่ง 3 อาทิตย์ต่อมา เมื่อได้มีอการตกเลือดอย่างหนัก..

เรื่องราวต่อไป นี้  ได้สั่นคล่อนความเชื่อที่เราปฏิบัติมาตลอดชีวิต การตอบปัญหาและแก้ปัญหาที่อย่างมีเหตุมีผล อำนาจเหนือธรรมชาติ มีจริงหรือ

โปรดติดตามตอนต่อไปค่า.....Cool